การเปลี่ยนแปลงความโกรธ

posted on 01 Jul 2009 15:36 by realizemind

          พวกเรายังมีความโกรธที่รุนแรง เพราะว่าสถานการณ์เลวร้ายหรือไม่ได้ตามที่คาดคิด สาเหตุหลักคือ ความผูกพันยึดมั่น ตัวอย่างเช่น เมื่อมีญาติที่รักและเคารพ สุขภาพไม่ดีและไม่ได้รับการเอาใจใส่ที่ไม่ถูกต้อง ความผูกพันยึดมั่น จะทำให้เราประณามผู้อื่น เพราะคิดว่าหากญาติเขาได้รับการดูแลและเอาใจใส่เป็นอย่างดีก็จะไม่เป็นเช่นนี้ เมื่อไรก็ตามที่พบคนเหล่านั้นจิตใจของเราก็จะเกิดความคิดที่รุนแรง และเวลาพูดก็จะมีเสียงของความโกรธ ความจริงแล้วหากเราพูดด้วยความโกรธ สิ่งที่พูดจะไม่เข้าใจและถูกปล่อยไป คนที่ฟังจะรับฟังไม่ได้ หรือถ้ารับฟังได้ก็จะไม่ได้รับการตอบสนอง ทำให้ผู้พูดยิ่งโกรธมากขึ้น หลังจากที่เวลาผ่านไป สถานการณ์ก็จะไม่ดีขึ้น ดังนั้นเราจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง ไม่ใช่โศกเศร้า โดยคิดว่าถูกรังแก ควรคิดว่าสิ่งใดที่ควรทำ เป็นการให้ความรัก ความเข้าใจ และมีความปรารถนาที่ดี แม้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงในทันที แต่มันจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น มีความเบาสบาย นั่นคือ ความรัก และความปรารถนาดีจะสามารถช่วยเปลี่ยนแปลงความโกรธได้ คนที่โกรธจะสูญเสียพลังงาน โดยเฉพาะพลังในการตัดสินจะหายไป สูญเสียการความคุมตนเอง เหมือนกับคนที่ขับรถ ขณะที่ขับรถเห็นคนอื่นขับรถไม่ถูกต้องก็จะโกรธ อุบัติเหตุก็จะเกิดขึ้นได้ ดังนั้นให้มีความระมัดระวังความโกรธ และจงให้อภัย

          เรามีความระมัดระวังในเรื่องน้ำ อาหารที่รับประทาน เช่นเดียวกัน เราต้องระวังความคิดที่ป้อนสู่จิตใจด้วย เพราะว่าหากมีความคิดไม่ดี จะทำให้เรารู้สึกเจ็บป่วย ดังนั้นเราต้องระวังโดยการเริ่มที่ตัวเราก่อน ทำให้ตนเต็มไปด้วยความรักและปรารถนาดี สำรวจตนเองเสมอ

          ความโกรธนั้นเป็นศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่ทำลายความร่วมมือ จงเอาชนะมัน บ่อยครั้งคนคิดว่าความโกรธมาจากสิ่งภายนอก แต่ความจริงแล้วเป็นเพราะสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในตัวเรา เนื่องจากเรามีความหลงทะนงตน คิดว่าตนเองฉลาด มีการกระทำที่ถูกต้อง ดังนั้นหากเพื่อนทำผิดแม้เพียงเล็กน้อย เช่น การมาสาย ก็จะหงุดหงิดโดยอัตโนมัติ ซึ่งก็หมายถึงการมีความทะนงตน บราห์มาเป็นผู้ที่ตรงต่อเวลาเสมอ ท่านจะพร้อมก่อนเวลา แต่ไม่เคยพูดสิ่งที่ดีของตนเอง ท่านเฝ้าแต่ทำสิ่งที่ดีตลอดเวลา และไม่โกรธผู้ที่มาสาย ท่านไม่บังคับผู้ใดให้เหมือนท่าน และไม่บังคับให้ทำตามกฎเกณฑ์

          การแบ่งปันเป็นอีกวิธีหนึ่งในการลดความโกรธ การที่เรามีความสุภาพในการติดต่อกับผู้อื่น ผู้อื่นก็จะมีความสุภาพต่อเราเช่นเดียวกัน จงตระหนักเสมอว่าทุกคนมีคุณสมบัติพิเศษ ยอมรับซึ่งกันและกัน เฝ้าเป็นผู้สังเกตการณ์ที่ละวาง ไม่คิดในสิ่งที่ไม่ดีต่อปฏิกิริยาของผู้อื่นที่เห็น ให้รับฟังและรู้ค่า ถ้าใครทำผิด อย่างน้อยเขาก็มีเหตุผล ถ้าเราเข้าใจเขา เราก็จะไม่ตำหนิหรือโกรธเขา

          บาบาไม่เคยมีความเครียด ไม่เคยบังคับใครให้ทำเหมือนท่าน ท่านชี้นำเราให้เป็นเช่นประภาคาร ที่ไม่บังคับใครให้แล่นไปตามลำแสงที่ส่อง มีคำ 3 คำที่เป็นกุญแจทำให้ไม่โกรธคือ การอยู่อย่างละวาง เป็นผู้ที่เฝ้าแต่สังเกตการณ์ และเปล่งประกายความพอใจบนใบหน้า หากว่าจิตใจมีคำถาม จะทำให้เกิดความโกรธได้ จงอย่าแสดงความโกรธ ด้วยการพิสูจน์ตัวเองโดยความก้าวร้าวรุนแรง จงมีความคิดมุ่งมั่น เฝ้ารักษาคุณธรรม

          คนที่ไม่ซื่อสัตย์ จะพูดซ้ำๆ ผู้ที่ซื่อสัตย์จะพูดเพียงสั้นๆ และพูดความจริง ไม่จำเป็นต้องใช้ความก้าวร้าวรุนแรง การรู้คิดและรู้ค่าผู้อื่น ปราศจากความทะนงตน จะเป็นหนทางที่ช่วยเปลี่ยนแปลงความโกรธได้ เป็นการสร้างบรรยากาศของการอยู่ด้วยกัน ช่วยเหลือกันและกันโดยอัตโนมัติ จงทำให้ตนเองเป็นประภาคารแห่งคุณธรรม แล้วเราจะเปลี่ยนแปลงตนเองและผู้อื่นได้โดยอัตโนมัติ


จากส่วนหนึ่งของข่าวสารมูลนิธิบราห์มา กุมารี มหาวิทยาลัยทางจิตของโลก
รวมรวมโดย ผศ.เสาวนีย์ ก่อวุฒิกุลรังษี

edit @ 1 Jul 2009 16:07:38 by " การอยู่ในโลกนี้ด้วยความสำนึกว่าเราเป็นผู้อาศัยซึ่งกันและกัน ความสำนึกว่าเราอาศัยเขา จะทำให้เราไม่เหิมและอ่อนน้อมถ่อมตน ทำให้เราเกิดการเกื้อกูล เพราะเขาอยู่ได้ด้วยเรา."

ชีวิตคนเราอาจเปรียบได้กับไม้ขีดไฟ

ก้านไม้ขีด..ก็เหมือนกาลเวลาชีวิตของเรา

เวลาชีวิตของเรา..หากมองจริงๆ ก็แสนจะสั้นเหลือเกิน เมื่อเรามีบางสิ่งบางอย่างทำ

บางคน..อาจมองว่าชีวิตของเรา ทำไมมันช่างแสนจะยาวนานนัก

เพราะนั่น..คือการที่เรายังไม่ได้จุดไม้ขีดไฟ

เมื่อเกิดการเสียดสีกับกล่องไม้ขีด ไฟก็จะลุกโชน

ในช่วงเวลาที่เราเริ่มจุดไม้ขีดนั้น

ไม้ขีดบางอัน ก็อาจจะลุกติดในทันที แต่บางอัน ก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะติด

ไฟ..ก็เปรียบเสมือนงาน หรือจุดมุ่งหมายของเรา

บางคน...กว่าจะค้นหาเป้าหมายของตัวเองเจอ ก็ช่างนานแสนนาน

และเมื่อจะเริ่มทำเป้าหมายที่วางไว้ให้สำเร็จ..หัวไม้ขีดก็เก่าเสียแล้ว

จะจุดไม้ขีดก็ต้องยากเป็นธรรมดา

เมื่อไฟลุกติด..เมื่อเราเริ่มทำความฝันให้เป็นความจริง

ไฟก็จะมอดก้านไม้ขีด..เวลาแห่งชีวิต เวลาแห่งอิสระก็เริ่มจะสั้นลงๆ

ขณะที่ไฟลามไปยังก้านไม้ขีด

บางอันอาจจะช้า บางอันอาจจะเร็ว ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งต่างๆ

ตอนที่ไฟลุกอยู่...อาจจะมีลมแรงพัดผ่านเข้ามา อาจจะมีฝนตก ไฟก็อาจจะดับได้

เมื่อลุกมาถึงกลางก้านไม้ขีดแล้ว ก็เป็นไปไม่ได้ที่ไฟจะกลับมาลุกโชนอีกครั้งได้ง่ายๆ

ก็จำเป็นต้องพึ่งไม้ขีดอีกอัน พึ่งเพื่อนรักของเรา มาประคองไฟให้ลุกใหม่ได้อีกครั้ง

เมื่อจุดหมายของเราใกล้จะประสบความสำเร็จ ก้านไม้ขีดที่เหลือก็มีอยู่น้อยเต็มทีแล้ว

แต่เมื่อใดที่ไฟสุดท้ายของไม้ขีดดับมอดลง เมื่อวาระสุดท้ายของคนเรามาถึง

ก็จำเป็นที่จะต้องจากไป

แต่ประโยชน์ที่เราสร้างไว้ จุดหมายที่ประสบความสำเร็จ ไฟที่สร้างความสว่างไสวเอาไว้

แม้จะเป็นแค่เพียงไฟดวงเล็กๆ แต่ก็ได้สร้างประโยชน์เอาไว้ให้แก่คนรอบข้าง

และบางที

ก้านไม้ขีดไฟอันนี้ก็อาจนำไปเพื่อจุดกองไฟกองโต

เพื่อความสว่างไสวและอบอุ่นของคนมากมาย..ตลอดคืน

ในทางกลับกัน..บางคนอาจกล่าวว่า

ถ้าเราไม่จุดไฟ..เราก็มีก้านไม้ขีดที่เหลืออีกมากมายเหลือเฟือ

แต่ถ้าหากเราปล่อยก้านไม้ขีดเอาไว้อย่างนั้น

นานวันเข้า..นานวันเข้า

ก้านไม้ขีดก็จะจุดติดยาก หรืออาจจะจุดไม่ติด

พอถึงวันนั้น..

คนที่จะใช้ไม้ขีดก็คงจะทำอะไรไปไม่ได้...นอกจากจะต้องทิ้งไม้ขีดไฟก้านนั้นทิ้งไป...
                   นางมนทิรา ทองสาริ ผู้อำนวยการสำนักอนามัย (สนอ.) กทม. เปิดเผยว่า จากการจัดเก็บสถิติอัตราป่วยต่อประชากรแสนคน โรคติดต่อที่อยู่ในข่ายเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา กองควบคุมโรค สนอ. ตลอดปี 2551 พบว่า คนกรุงเทพฯป่วยด้วยโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันมากที่สุด จำนวน 717.94 คนต่อแสนประชากร รองลงมา คือ โรคไข้เลือดออก จำนวน 314.39 คนต่อแสนประชากร โรคปอดอักเสบ จำนวน 107.17 คนต่อแสนประชากร โรคไข้หวัดใหญ่ จำนวน 72.15 คนต่อแสนประชากร และโรคสุกใส จำนวน 70.47 คนต่อแสนประชากร ทั้งนี้ หากเทียบกับปี 2550 ที่ผ่านมา จะพบผู้ป่วยด้วยโรคอุจจาระร่วงและโรคปอดอักเสบมีจำนวนลดลง โรคสุกใสและโรคไข้เลือดออกมีจำนวนเพิ่มขึ้น ขณะที่โรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ช่วงฤดูร้อนประชาชนต้องระวังป่วยเป็นโรคอุจจาระร่วงให้มาก เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนเหมาะที่เชื้อไวรัสจะเติบโตได้ง่าย ขณะที่โรคไข้เลือดออกอากาศร้อนทำให้ลูกน้ำโตเร็วขึ้น